เหยื่อวัยเยาว์จากเหตุปะทะ

1989 Tiananmen Square Protests

อภิสิทธิ์ตอแหลจะๆ ชัดเจน ไร้ยางอาย

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การโคจรมาพบกันของ 4 ดาราเกาหลีในเมืองไทย

 
การโคจรมาพบกันของ 4 ดาราเกาหลีในเมืองไทย 555555
[Image: 65391134757939905562100.jpg]

รูปภาพของสหายอ้วน กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

ฉันเป็นดั่งสายน้ำแห่งวันวาน ไหลโจนทะยานไกลโพ้นจากบ้านเก่า


การโคจรมาพบกันของ 4 ดาราเกาหลีในเมืองไทย

วอน นอน คุก

ยอง ยอง ซอย

อวน จังกู

หาม กู ที

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=10239


--
*******************************************************************************************
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "กลุ่มเรดไทย"
ต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ redthai@googlegroups.com
ยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่ redthai+unsubscribe@googlegroups.com
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/redthai?hl=th?hl=th
เว็บไซต์ของกลุ่ม: http://www.redthai.org
cBox ของกลุ่ม http://cbox.redthai.org



--
http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เวบไซต์ของ Kempinskiระบุ ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่และเป็นเจ้าของ Kempinski




เพื่อนเอ๋ย..อย่าร้องไห้ เข้มแข็งไว้จนสุดทาง


ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ:พี่น้อง..อย่าร้องไห้ อยู่ในนี้สภาพจิตใจผมไม่มีปัญหา อยู่ในนี้จิตใจยังเข้มแข็งตลอดเวลา ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตย และจะเป็นคนหนึ่งในกระบวนการนี้จน สุดทาง...



ที่มา รายงานพิเศษประชาชาติธุรกิจ

เสียงก้อง-ดอกไม้-น้ำตาในเรือนจำ "ณัฐวุฒิ" ปราศรัยปลุกขวัญสาวกแดง "พี่น้อง...อย่าร้องไห้ ผมใจเข้มแข็ง เราไม่ทิ้งกัน"

โลกภายนอกเรือนจำ เคลื่อนไป ข้างหน้ารวดเร็ว-ซับซ้อนเกินกว่า 7 แกนนำ นปช.จะรับรู้

อดีตแกนกลางการเคลื่อนไหว "แดง" ทั้งแผ่นดิน กลายเป็นแกนที่รอวันหมุนตาม

เมื่อ จู่ ๆ ชื่อ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เคยออกมาประกาศว่าจะเดินหน้า-ลงมือเจรจา เพื่อความปรองดอง บุกไปประชิดตัวถึงในตารางสี่เหลี่ยม

วรรคทอง -วาระสำคัญ ที่คีย์แมนการเมือง สื่อสาร-ส่งข่าว อธิบายเบื้องหลัง-เบื้องหน้าของการเจรจาใน คุกแดง มีความหมายครอบคลุมทั้งเรื่องการอภัยโทษ-ปล่อยตัว และสิทธิของคนเสื้อแดง และ "รัฐบาลต้องพิจารณา"

72 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น...แคมเปญของคนเสื้อแดงถูกจัดขึ้นหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

คน เสื้อแดงประมาณ 500 คน มารวมตัวกันวางดอกกุหลาบสีแดงหน้าประตู เรือนจำ พร้อมส่งเสียงตะโกนด่าทอ รัฐบาลและเสียงตะโกนให้กำลังใจแกนนำ ที่อยู่ในคุก บางครั้งเลยเถิดถึงขั้นดันแถวเข้ามาโยนดอกไม้ ทำเอาประตูรั้วเรือนจำสั่นไหว

เสียงขานชื่อ "นักโทษ" สลับกับเสียงปลุกปลอบขวัญผู้มาให้กำลังใจ

ทูตเสื้อแดง-ภรรยาของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ทำหน้าที่เจรจากับสาวกเสื้อแดงข้างนอกก่อนเข้าเยี่ยมสามี

ด้วยข้อจำกัดของเรือนจำ จำนวนคนเข้าเยี่ยม-เห็นหน้า-เห็นตัวเป็น ๆ ของ "ณัฐวุฒิ" จึงเต็มจำนวน เต็มพิกัด เท่าที่ถูกกำหนด

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" เป็น 1 ในจำนวนจำกัด

จึง เห็นภาพ-เสียงที่ทุลักทุเลของบรรดาสาวก-แม่ยกโผเข้าหากันและกัน และส่งเสียงสนทนาที่ต่างฝ่ายต่างพูดแทบฟัง ไม่ได้สรรพผ่านรูเล็ก ๆ บนแถบแผ่นโลหะ

คำแม่ยกมีทั้งข่าวสารสด ๆ ร้อน ๆ แจ้งจำนวนมวลชนที่ร่วมใจไปวางดอกไม้หน้าเรือนจำ

"ณัฐวุฒิ" และแกนนำทุกคนรูปร่างผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

"น้ำหนักลดลงไป 6 กิโล เพราะออกกำลังกายทุกวัน ชกมวยทุกวัน" ณัฐวุฒิอธิบายรูปกายที่เปลี่ยนไป ทำให้เหล่าสาวกตื้นตันน้ำตาคลอเบ้า

ณัฐวุฒิ-ปลอบคนเข้าเยี่ยมว่า "อย่าร้องไห้ สภาพจิตใจผมไม่มีปัญหา อยู่ในนี้จิตใจยังเข้มแข็งตลอดเวลา"


คน ข่าว-ถามทุกข์-สุข และเรื่องราวประเด็นข่าวนอกคุก ทั้งเรื่องแผนปรองดอง-แผนเพื่อไทย "ณัฐวุฒิ" ตอบได้แต่เพียงว่า "ไม่รู้เรื่องมากนัก" พร้อมออกตัวว่า "ไม่อยากแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะเกรงว่าจะทำให้ทางเรือนจำเดือดร้อน"

"เวลามีคนมา เยี่ยม มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ก็ได้รับฟัง และให้กำลังใจ...ฝากความคิดไปบ้างเท่าที่จะทำได้ พยายามบอกพี่น้องให้เข้มแข็ง ยืนหยัดหลักการ สันติวิธีให้เกิดประชาธิปไตย"


ส่วนข้อถกเถียงในโลกภายนอกคุกที่ว่า นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) กับพรรคเพื่อไทย ใครจะนำใครกันแน่ ?

"ณัฐ วุฒิ" บอกว่า "ประชาธิปไตยนำ ทั้ง 2 องค์กรนี้ไปด้วยกัน ทั้งเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครเดินตามใคร แต่ทั้ง 2 ส่วนเดินตามหลักการประชาธิปไตย และสังคมไทยก็ควรจะได้เดินไปในแนวทางนี้เช่นกัน"

ส่วนคำถามถึงแผน ปรองดองและ ความหวังที่จะได้ประกันตัว "ณัฐวุฒิ" ปฏิเสธว่าไม่ทราบรายละเอียด รวมทั้งยังไม่ทราบว่าจะได้รับการประกันตัวหรือเกือบได้ประกันตัวจากแผน ปรองดอง นอกคุกหรือไม่

นักข่าวชวนสนทนาประเด็นร้อนว่า การนอนคุกของเขาสะท้อนผลแพ้หรือชนะ ของม็อบแดง เขาตอบว่า "เราไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดผลแพ้หรือชนะ แต่ทำเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ความแพ้หรือชนะ ของใคร"

เขาอธิบายสถานการณ์ส่วนตัวของเขา และผลที่เกิดกับแกนนำทั้ง 7 คนที่ยังยืน อยู่ในคุกว่า "เป็นเพราะประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย"

คำถามเชิงปรารภ ชวนปะทะทางความคิด ที่ว่า "ณัฐวุฒิ" อยู่จุดไหนของกระบวนการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายของคนเสื้อแดง เขาตอบแต่เพียงว่า

"ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตย และจะเป็นคนหนึ่งในกระบวนการนี้จน สุดทาง.."


แม้ การไร้อิสรภาพยาวนานกว่า 100 วัน โดยไม่รู้อนาคตว่าจะได้รับการปล่อยตัว เมื่อไร และมีกระบวนการอย่างไร เพื่อให้พ้นคุก แต่แกนนำ "นปช.-ณัฐวุฒิ" ไม่เคยหมดพลัง-หมดกำลังใจ

"สิ่งที่จะลดลงไปก็คือ วัน เวลาที่จะได้ทำภารกิจร่วมกับข้างนอก แต่ขวัญและกำลังใจของพวกเราไม่ลด เราต้องเข้มแข็งเพื่อพี่น้องทุกคน แกนนำข้างในคุกดูแลกันและกัน ความเข้มแข็งของเราจะเป็นกำลังใจให้คนข้างนอกตลอดเวลา"


ยามว่างเว้นจากห้วงคำนึงถึงครอบครัว "ณัฐวุฒิ" ลงมือใช้ความรู้-ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในฐานะ "นักกลอน" แต่งเพลงเพื่ออนาคต

"วันนี้ ผมตั้งใจจะเขียนเพลงเพื่อบันทึกความรู้สึกในวันนี้ วันที่พี่น้องเสื้อแดงเอาดอกไม้มามอบให้ ผมหวังว่าดอกไม้ที่เอามาวันนี้จะได้ส่งความรู้สึกผูกพันของคนเสื้อแดงไปถึง ทุกชีวิตที่จากไป"


"ถ้าวันนี้พี่น้อง เสื้อแดงทำกิจกรรม มอบดอกไม้ให้ผมและแกนนำข้างใน เรือนจำ... ผมก็ขอเป็นตัวแทนจาก คนเสื้อแดงในเรือนจำ...ส่งมอบต่อไปให้ แก่ผู้เสียชีวิต รวมทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทุกคนพร้อมครอบครัว ผมอยากบอกว่า ผมรักพวกเขา เราไม่ทิ้งกัน..."


เสียงผู้คุมประกาศ "หมดเวลาเยี่ยม" ทั้งแกนนำ-สาวก-แม่ยก และภรรยาคู่ชีวิตของ "ณัฐวุฒิ" และภรรยา 7 แกนนำ นปช.ต่างทยอยกลับ

ภาพหน้าคุกมีการนำดอกกุหลาบสีแดง พร้อมกระดาษข้อความ จดหมาย เสียบไว้ตลอดแนวรั้วคุก

72 ชั่วโมงก่อนถึงวันครบรอบ 4 ปี 19 กันยา วาระ 4 เดือน จากราชประสงค์ มีทั้งดอกไม้และน้ำตา

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 10/02/2010 12:16:00 ก่อนเที่ยง   Links to this post

วันศุกร์, ตุลาคม 01, 2010

พสกนิกรซาบซึ้งทรงโปรดเกล้าถวายเครื่องราชฯพล.อ.ร่มเกล้า ฝ่าอันตรายในหน้าที่ 10 เมษาจนเสียชีวิต


พระมหากรุณาธิคุณ-พระ ราชินี เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 ในการนี้มีรับสั่งว่า เสียใจ เสียดาย นายทหารที่ดี นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์ (รายละเอียดข่าว)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ตุลาคม 2553

เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ

ประกาศสำนัก นายกฯ ระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการทหาร สังกัดกองทัพบก ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยความเสียสละและฝ่าอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นแบบอย่างอันควรแก่การยกย่อง สรรเสริญสืบไป จำนวน 5 ราย ดังนี้

ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
1. พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม
เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
2 . ร้อยเอก ภูริวัฒน์ ประพันธ์
3. ร้อยเอก อนุพนธ์ หอมมาลี
4. ร้อยโท อนุพงษ์ เมืองอำพัน
5. ร้อยตรี สิงหา อ่อนทรง
ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี



เย็นศิระ เพราะพะระบริบาล-เมื่อ เวลา19.00น.เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553นี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เพื่อทรงเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร-ไม่ เพียงแต่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ แต่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า โดยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

เสด็จเยี่ยมราชินี-เมื่อ เวลา 17.15 น. วันที่ 1 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาโรงพยาบาลจุฬา ชั้น 20 ของตึก สก.เพื่อทรงเยี่ยมสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ประทับรักษาพระวรกายตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะแพทย์โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เวลา 23.20 น. ของวันที่ 30 กันยายน

มติชนออนไบน์ รายงานว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีการติดตั้งเครื่องตรวจอาวุธและวัตถุโลหะจำนวน 2 เครื่องไว้ที่บริเวณทางเข้าและบริเวณด้านหลังตึก สก รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สันติบาลรักษาความปลอดภัยบริเวณรอบ ตึก สก อย่างเข้มงวดด้วย (รายละเอียดข่าว)

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 10/01/2010 06:45:00 หลังเที่ยง   Links to this post

จากสมุดปกขาวถึงเสื้อสีชมพู แม้วจะเอาไงแน่!..แค่ต่อรอง หรือปรองดอง?


ทักษิณกำลังใส่เสื้อสีชมพู-ภาพ นี้ผมถ่ายมาจากหน้าหนึ่งของนิตยสาร "มหาประชาชน" (วีระ มุสิกพงศ์ ที่ปรึกษา)ตอนแรกที่เห็นผ่านๆผมก็ยังไม่ทันคิดอะไร จนกระทั่งมีคนชี้ให้เห็นว่า ในรูปทักษิณกำลังใส่เสื้อสีชมพู (จดหมายทักษิณ ลงวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา) ผมไม่ต้องการตีความอะไรมากมาย นอกจากคิดว่า การเลือกสีเสื้อคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และคงเป็นการพยายาม "ส่งซิก" เรื่องปรองดอง (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:กระดานสนทนาคนเหมือนกัน)


ที่มา เวบไซต์ siamintelligence

ต่อรองหรือปรองดอง จดหมายจากมอนเตฯ ถึง สมุดปกขาวการสังหารหมู่ที่กรุงเทพ โดย สนง.กฎหมายอัมสเตอร์ดัม

รัฐบาล ไทยตั้งแต่ชุดของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จนมาถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีหน้าที่หนึ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆที่ยังไม่สามารถปิดงาน รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 49 ลงได้นั่นคือ การนำตัว พตท.ทักษิณ ชินวัตร มารับโทษในประเทศให้ได้

แต่ทว่ากลับไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกนัก การเคลื่อนไหวเพื่อหลบหลีกการตามล่าของเจ้าหน้าที่ไทยนั้นของพตท.ทักษิณตลอด 4ปีที่ผ่านมาต้องถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางรอบโลกเลยทีเดียว

การเดินทางรอบโลกของพตท .ทักษิณนั้น กลับไม่ได้เพียงแค่หลบหลีกการตามล้างตามเช็ดของผู้กุมอำนาจจากรัฐไทยเท่า นั้น กลับเดินเกมส์โลกล้อมประเทศไทย ด้วยเครือข่ายระดับผู้นำประเทศและนักธุรกิจใหญ่ที่กระจายออยู่ทั่วโลกทำการ กดดันประเทศไทยเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในหลายๆครั้ง

การต่อรองของพตท .ทักษิณที่ผ่านมาต้องถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างน้อยช่วงหนึ่งสามารถกลับมายังประเทศไทยเมื่อต้นปี 2551 ก่อนที่ออกนอกประเทศไปอีกครั้งหลังจากศาลอาญาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองพิพากษาว่า พตท.ทักษิณมีความผิดในเรื่องทุจริตซื้อที่ดินรัชดามีโทษจำคุก 2 ปี แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา การเดินเกมส์เพื่อต่อรองผู้มีอิทธิพลตัวจริงของไทยกลับไม่สามารถทำได้สำเร็จ อย่างที่คิด

แม้ว่าการเจรจาเพื่อนำไปสู่การปรองดองในหลายๆครั้งเพื่อ ไม่ให้เกิดการปะทะกันก่อนการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมนั้นต้องถือว่าอำนาจต่อรองในเวลานั้นของทักษิณถือไผ่เหนือกว่ามาก ด้วยจำนวนมวลชนเรือนแสน สอดรับกับท่าทีของทักษิณผ่านทวิตเตอร์และการโฟนอินในหลายๆครั้งที่ออกมา ในแต่ละครั้งมีเป้าหมายเพื่อการเจรจาต่อรองกับผู้มีอำนาจสูงสุดโดยอาศัยมวล ชนจำนวนมหาศาลในเวลานั้นเป็นเครื่องต่อรอง แต่สุดท้ายการต่อรองกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกลายเป็นความพ่ายแพ้ในที่สุด

ใน ความเป็นจริงตามที่ปรากฏให้เห็นต้องถือว่าการเจรจาต่อรองโดยอาศัยคำว่า ปรองดองนั้นมีมาโดยตลอด การช่วงชิงจังหวะเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอีกฝ่ายนั้น ตลอดจนการประนีประนอมในหลายๆครั้งดังกรณีล่าสุดที่พตท.ทักษิณไม่ได้ ทวิตเตอร์หรือโฟนอินใดๆเลย เป็นเดือน แม้แต่การลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในรัฐบาลฮุนเซน ก็ถือว่าเป็นการถอยอย่างประนีประนอมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลับถูกปล่อยข่าวออกมาว่าป่วยหนักมากเข้าขั้นโคม่าเลยทีเดียว จนต้องออกมาเขียนทวิตเตอร์อีกครั้งพร้อมกับข้อเสนอแนะในการปรองดองอีกครั้ง โดยการออกมาทวิตเตอร์ในครั้งนี้มองได้ว่าเป็นข้อเสนอโดยตรงไปถึงผู้มีอำนาจ สูงสุดว่าตัวเองเสนอทางถอยถึงที่สุแล้ว แต่สุดท้ายข้อเสนอเหล่านั้นก็หายไปกับสายลมในที่สุด ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากข้อความที่ส่งไปแม้แต่น้อย


แม้ ว่าการต่อรองโดยอาศัยเชิงสัญลักษณ์อย่างการใส่เสื้อสีชมพู ซึ่งตามปกติจะไม่ได้พบเห็นการใส่เสื้อสีนี้นัก ซึ่งตามปกติจะใส่เสื้อสีแดงเวลาโฟนอินหรือถ่ายทอดภาพหรือถ้าไปสถานที่ต่างๆ ก็จะใส่เสื้อสีพื้นๆขาวๆ ซึ่งล่าสุดกลับใส่เสื้อสีขมพูว่าเป็นภาพถ่ายที่มอนเตเนโกรพร้อมกับจดหมายที่ มีข้อความในเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมพร้อมกับการออกตัวในเรื่องการ พบนักการเมืองจากหลายประเทศ เพื่อแสดงออกถึงอิทธิพลของตัวเองว่ายังพอมีอยู่ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกแต่อย่าง ใด ซึ่งสารที่ต้องสื่อไปนั้นอาจบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าพตท.ทักษิณยังไม่ยอมแพ้ อย่างแน่นอนเพียงรอจังหวะเท่านั้น และยังบอกเป็นนัยว่า ตัวเองยังแข็งแรงพร้อมกับให้ความเคารพในสถาบันที่ตนเองเคารพอยู่



ล่า สุดทีมทนายของทักษิณหรือก็คือสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ได้ออก สมุดปกขาว “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องต่อการแสดงความรับผิดชอบภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศ ไทยมีภาระหน้าที่ในการนำตัวฆาตกรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” โดยการออกสมุดปกขาวนี้ที่ได้รับการแปลเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว โดยตั้งราคาไว้ 100 บาท มีเลข ISBN กำกับด้วยคือ 978-974-225-912-9โดยพิมพ์ครั้งแรกในเดือนกันยายนจำนวน 5,000 เล่ม เพื่อรับกับการรำลึกถึงการรัฐประหารที่ครบรอบมา 4 ปีแล้วในเดือนเดียวกันนี้

หนังสือ เล่มนี้ได้แบ่งออกเป็น 9 บทด้วยกัน ตั้งแต่ (1) บทนำ (2) เส้นทางสู่ระบบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย (3) การขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย (4) หนทางสู่การรัฐประหาร2549 (5) การฟื้นคืนชีพของระบบอำมาตยาธิปไตย (6) ฤดูร้อนอำมหิตของประเทศไทย (7) ฤดูกาลใหม่ของการปกครองโดยทหาร (8) ข้อเรียกร้องหาการรับผิด (9) บทสรุป

โดย ภายในหนังสือนั้นมีการเขียนคำนิยมโดย พตท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งกล่าวว่า ในปี 2549 การรัฐประหารได้พรากสิทธิในการเลือกตั้งของเราไป อันทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจ และทำให้หลายคนลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่แทนที่จะมีใครฟังเสียงกลุ่มที่ล้มล้างรัฐบาลกลับพยายามที่จะกำจัดพวกเขา ความทะยานอยากของคนกลุ่มนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และถือเป็นการละเมิดจิตวิญาณความเป็นมนุษย์

และยังกล่าวอีกว่า ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อย่างไรก็ตามหากการเลือกตั้งหมายถึงว่าจะมีการปรองดองก็จะต้องตอบโจทย์ข้อ กังวลพื้นฐานที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างอำนาจประชาชนและการฟื้นฟูประเทศไทย ให้เป็นรัฐประชาธิปไตยแบบที่ไม่กีดกันกลุ่มใด ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง การไม่กีดกันผู้ใดนั้นโดยนิยามแล้วก็คือภาวะที่เป็นสันติสุขนั้นเอง


ขณะ เดียวกันยังได้กล่าวถึงว่าการที่ต้องล้มรัฐบาลไทยรักไทยในเวลานั้นเพราะว่า ต้องฟื้นฟูกลุ่มอำนาจเก่าให้กลับขึ้นมาหลังจากที่รัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตรเวลานั้นได้กลายเป็นสิ่งท้าทายอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าด้วยเป็นรัฐบาล พรรคเดียวจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนไม่ต้องพึ่งพากลุ่ม อำนาจเดิมอีกต่อไป

นอกจากนั้นได้กล่าวถึงจุดประสงค์ในการทำหนังสือ เล่มนี้ออกมาโดยประการแรกเพื่อเน้นถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่าง ประเทศซึ่งรวมถึงพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (International Convenant on Civil and Political Right – ICCPR) ที่ต้องสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ของคนเสื้อแดงสำหรับอาชญากรรมการสังหารพลเรือนกว่า 80 ราย ด้วยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพื่อผู้รับผิดชอบจะต้องรับผิดตามที่กำ นหดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ

ประการที่สอง เกี่ยว ข้องกับพันะกรณีของประเทศไทยในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิด ขึ้นในด้านสิทธิทางการเมืองหลังจากการรัฐประหารในปี 2549 และระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนที่ไร้อาวุธอย่างเป็นระบบซึ่งอาจเข้าข่าย อาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมซึ่งกำหนดจัดตั้งศาลอาญาระหว่าง ประเทศในกรุงเฮก แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบรรณไว้ก็ตาม แต่การกระทำอย่างร้ายแรงอาจเป็นเหตุผลที่เพียงพอในการเข้าสู่กระบวนการ พิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้

ประการที่สามคือ เพื่อ ยืนยันถึงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศของสมาชิก นปช.หลายร้อยคนที่เผชิญข้อกล่าวหาทางอาญาจากการเข้าร่วมชุมนุมของคนเสื้อแดง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรับรองสิทธิในการ ต่อสู้คดีอย่างยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการตรวจสอบหลักฐานอย่างอิสระผ่านทางผู้เชี่ยวชาญหรือ ทนายของตนเองภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับรัฐบาลและมีสิทธิการรวบรวมพยานหลัก ฐานเพื่อแก้ต่างให้ตนเองได้

โดยหนังสือนี้ได้อ้างถึงเอกสารและหลัก ฐานต่างๆจำนวนมากเพื่อชี้ให้เห็นว่าระบบของทักษิณได้ไปขัดขวางผลประโยชน์ของ กลุ่มอำนาจเก่าและเครือข่ายในระดับสูงซึ่งอาศัยระบบอุปถัมภ์ที่ได้บ่มเพาะมา อย่างยาวนานจนมีอิทธิพลและอำนาจที่เข้าไปมีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดินใน หลายๆด้าน และชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลทักษิณได้ก้าวล่วงกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นทางการในหลายๆข้อ ที่กลุ่มอำนาจเก่าได้วางไว้จนสุดท้ายจำเป็นต้องตัดสินใจลงเพื่อทำลายล้าง พรรคไทยรักไทยและกลุ่มที่ท้าทายอำนาจเก่าให้ราบคาบในที่สุด

การออก หนังสือในครั้งนี้เป็นการรุกหนักอีกครั้งหนึ่งของทางด้าน พตท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อที่จะสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลให้ได้ โดยหนังสือถ้าได้วางแผงคงจะมีการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายรอบ แต่ถ้าไม่ถูกวางแผงและถูกสั่งเก็บซึ่งมีแนวโน้มสูงที่เป็นไปได้ก็ยิ่งกลาย เป็นประชาสัมพันธ์ให้ดังอีกครั้งดังเช่นหนังสือหลายๆเล่มในช่วงที่ผ่านมา

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปแล้ว

**************
ความเห็นหลากหลายของคนเสื้อแดงกรณีทักษิณใส่เสื้อสีชมพู คลิ้กอ่านที่นี่

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 10/01/2010 03:44:00 หลังเที่ยง   Links to this post

มติชนสุดสัปดาห์:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?



ที่มา มติชนออนไลน์

หมายเหตุไทยอีนิวส์:มติ ชนสุดสัปดาห์ได้พาดหัวบนปกเรื่อง"เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต" ซึ่งมีความละเอียดในตอนท้ายๆบทความนี้ ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์และประชาชนเกิดข้อคลางแคลงต่อ รัฐบุรุษอาวุโสผู้ล่วงลับ นายปรีดี พนมยงค์ ดังนั้นไทยอีนิวส์ขอแนะนำท่านผู้อ่านได้อ่านข้อมูลเกี่ยวเนื่องในท้ายบทความ นี้ประกอบ เพื่อความงอกงามทางสติปัญญา และพิจารณาโดยแยบคาย


ในประเทศ:เปิด "ข้อมูลใหม่" กรณี "สวรรคต"

หนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" ของ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล

โดย ใช้เวลา 2 เดือน ในการค้นคว้าและอ่านเอกสารทุกวันเว้นวันอาทิตย์ ที่ Library of Congress, State Department Library ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. National Archives ที่แมรี่แลนด์ สหรัฐ

และใช้เวลา อีก 2 เดือน ในการค้นข้อมูล และอ่านเอกสาร ที่ The National Archives กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

แหล่งที่ค้นคว้าถือเป็นความร่วมมือพิเศษและมีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะที่ State Department Library ณ กรุงวอชิงตัน

"เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" เป็นหนังสือชุด 3 เล่ม ปกแข็ง

รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ บอกในวันเปิดตัวหนังสือ ว่า ในหนังสือมีข้อมูลใหม่ที่ผู้เขียนนำมาตีแผ่ให้ได้รับทราบ

เช่น กรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ในบทที่ 22 เล่ม 1 มาจนถึงบทที่ 23 ของเล่ม 2 จำนวน 132หน้า ผู้เขียนเสนอให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ทรงเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ที่ได้ออกไปสู่สายตานานาชาติ ดัง นั้น จึงทรงมีพระราชดำริให้คณะกรรมการชันสูตรพระบรมศพ มีการตั้งผู้แทนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมชันสูตรพระบรมศพด้วย และควรใช้เครื่องมืออุปกรณ์ชันสูตรที่ทันสมัย

และเมื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษทั้ง 3 คนมาร่วมชันสูตรพระบรมศพแล้ว ทั้ง 3 คนได้ออกความคิดเห็นของสาเหตุการสวรรคต

ซึ่งความเห็นของทั้ง 3 คนนี้ ไม่เป็นที่เห็นชอบของรัฐบาลไทย

วิมล พรรณ ปิตธวัชชัย ได้ค้นข้อมูลจากลอนดอน ได้ข้อสรุปว่า ได้มีการโทรเลขจากสถานทูตอังกฤษในไทยไปยังลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรื่องการเจรจาขอให้แพทย์อังกฤษงดออกความเห็นการชันสูตรพระบรมศพ

ตรงนี้คือหลักฐานใหม่ที่คนไทยจะได้รู้

ในหน้า 34 บทที่ 23 หัวข้อ "ข้อเท็จจริงในการสวรรคต" ของหนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" ระบุถึงข้อมูลหนึ่ง ว่า

...คณะ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ การสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2489 ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงใส่พระราชหฤทัยในการชันสูตรพระบรมศพอยู่มาก จึงแจ้งพระราชประสงค์ไปยังคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ ว่า เมื่อจำเป็นจะต้องมีการชันสูตรพระบรมศพเช่นนี้แล้ว ก็ให้ทำเสียให้เสร็จสมบูรณ์ในครั้งเดียว

และเพื่อให้ปราศจากข้อขัดข้องใดๆ ควรจะมีเครื่องเอ็กซเรย์หลายๆ เครื่อง เพื่อป้องกันการติดขัด

และ มีพระราชประสงค์ให้เชิญพันเอก เจ ไดรเบิร์ก แพทย์ใหญ่ทหารอังกฤษในประเทศไทยเข้าร่วม และควรจะมีผู้เชี่ยวชาญฝรั่งในทางอาวุธปืนเข้าร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของไทย ด้วย

ทั้งนี้ มิใช่จะไม่ไว้ใจแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไทย แต่เรื่องการสวรรคตนี้ระบือไปทั่วโลก การชันสูตรจึงควรกระทำให้สมบูรณ์ครบถ้วนในทุกๆ ทาง ย่อมเป็นหลักฐานดียิ่งขึ้น

คณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์ฯ ได้สนองพระราชประสงค์โดยครบถ้วน ได้เชิญ

พันเอก เจ ไดรเบิร์ก

พันโท เอส รีส

และ ร้อยเอก ดี.ซี. คุปตา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เอ็กซเรย์ของกองทหารอังกฤษในประเทศไทย ร่วมด้วย

ส่วนผู้เชี่ยวชาญทางอาวุธปืนนั้น พันเอก เจ ไดรเบิร์ก ได้เอื้อเฟื้อจัดหามาให้

นอกจากนี้ นายแพทย์อี ซี คอร์ต นายแพทย์อเมริกันก็ยังได้เข้าร่วม พร้อมทั้งผู้แทนตำรวจไทย 1 นาย

คือ พันตำรวจโท เอ็จ ณ ป้อมเพชร ผู้เชี่ยวชาญการพิสูจน์หลักฐาน

คณะกรรมการแพทย์ได้เลือกตั้ง พระยาดำรงแพทยาคุณ เป็นประธาน

พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ ประธานกรรมการสอบสวนพฤติการณ์การสวรรคต จึงได้มีหนังสือเชิญไปยัง พันเอก เจ ไดรเบิร์ก ตามพระราชประสงค์นี้

ในหน้า 40 เล่มที่ 2 ของบทเดียวกัน ระบุอีกว่า

...หลัง การชันสูตรพระบรมศพแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุใดมีน้ำหนักว่าเป็นไปได้มากที่สุด ปรากฏว่า ประเด็นถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด คือ

ถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด 16 เสียง

ปลงพระชนม์เองมีน้ำหนักมากที่สุด 4 เสียง

อุปัทวเหตุมีน้ำหนักมากที่สุด 2 เสียง

ความ เห็นของคณะแพทย์และข้อเท็จจริงบางประการในการทดลองในการยิงศพล่วงรู้ไปถึง หนังสือพิมพ์บางฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์เสรี ฉบับวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2489 ลงตีพิมพ์พาดหัวว่า หมอลงความเห็นว่าถูกลอบยิง ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน...

ค่ำวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2489 นายแพทย์หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ ถูก นายปรีดี พนมยงค์ เรียกไปต่อว่าสองเรื่อง คือ เรื่องที่นายแพทย์หลวงนิตย์ฯ แจ้งให้ที่ประชุมแพทย์ทราบว่า นายปรีดีเป็นผู้แนะนำและให้คำปรึกษาในการออกแถลงการณ์ฉบับแรกของสำนัก พระราชวัง ว่า พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเสด็จสวรรคตโดยอุปัทวเหตุ

และ เรื่องแพทย์ลงความเห็นถึงสาเหตุแห่งการสวรรคต นายปรีดีมีความเห็นว่าแพทย์ควรรายงานเพียงว่า ถูกอาวุธเข้าข้างไหน ออกทางไหน ถูกส่วนใด และเป็นเหตุให้ตายหรือไม่เท่านั้น ซึ่งนายแพทย์หลวงนิตย์เวชวิศิษฐ์ก็เห็นพ้องด้วย

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ นายปรีดี พนมยงค์ ได้เรียก นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลวงอดุลย์เดชจรัส และ นายดอล ที่ปรึกษาการคลังไปพบ

นายปรีดีบอกนายดิเรก ว่า ได้ทราบว่ามีการยุยงแพทย์ฝรั่งให้เล่นการเมืองนอกเหนือหน้าที่แพทย์

ทั้ง 4 คน คือ นายปรีดี นายดิเรก หลวงอดุลย์เดชจรัส และนายดอล เห็นพ้องต้องกันว่า แพทย์ควรทำหน้าที่ชันสูตรพระบรมศพอย่างเดียว ไม่ควรออกความเห็นเรื่องสาเหตุ นายปรีดีได้ใช้ให้นายดิเรกและนายดอล ไปแจ้งให้เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยทราบ ในที่สุดแพทย์กองทัพอังกฤษจึงได้ขอถอนความเห็น โดยนายแพทย์ไดรเบิร์ก (ซึ่งได้รับเชิญร่วมชันสูตรพระบรมศพ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) แจ้งแก่พระยาดำรงแพทยาคุณ ว่า จำต้องถอนความเห็นเพราะเป็นทหารต้องปฏิบัติตามวินัย

ดังรายงานของ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษที่ลอนดอน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2489 เรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ไปเจรจาขอให้ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยห้ามแพทย์ชาวอังกฤษที่ไปร่วมเป็น กรรมการชันสูตรพระบรมศพ ออกความเห็นสาเหตุแห่งการสวรรคต ดังนี้

โทรเลขฉบับนี้เป็นความลับอย่างที่สุดและควรเก็บไว้โดยผู้รับที่มีอำนาจหน้าที่เท่านั้น ไม่ให้ส่งต่อ

แจกในคณะรัฐมนตรี

F.9488 จากกรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศ

Mr.Thompson วันที่ 26 มิถุนายน 2489

No.851

ด่วน

โทรเลขของผมเลขที่ 834

"......... มีการเชื่อกันอย่างกว้างขวาง (ซึ่งก็มีเหตุผล) ว่าคณะกรรมการแพทย์ที่สอบสวนกรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน กำลังจะรายงานโดยเสียงข้างมากเป็นการถูกปลงพระชนม์ จริงๆ แล้วในการลงคะแนนเสียงวันนี้ เมื่อคณะกรรมการยอมรับถ้อยคำต่างๆ ในรายงานแล้ว 16 เสียงเห็นว่าเป็นการถูกปลงพระชนม์ 4 เสียงเป็นอัตวินิบาตกรรม และ 2 เสียงเป็นอุบัติเหตุ ตัวเลขเหล่านี้ไม่รวมนายทหารอังกฤษ 4 คนผู้ปฏิเสธที่จะออกความเห็นใดๆ

2. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้เพื่อลงลายมือชื่อในรายงาน สมมติว่าระหว่างขณะนี้กับพรุ่งนี้กรรมการจะไม่เปลี่ยนใจ (ตกเป็นเหยื่อของความรวนเร) การเผยแพร่รายงานฉบับนี้จะต้องก่อให้เกิดความตื่นเต้นในระดับสูงสุดทีเดียว ผลจะเป็นอย่างไรนั้น ยากที่จะคาดได้ ผมทราบว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศนั้นกังวลใจมาก เพราะรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศมาพบผม โดยไม่ได้บอกล่างหน้าเมื่อคืนนี้ ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ผมช่วยพูดกับชาวอังกฤษสามคนในคณะกรรมการชุดนี้ ผมบอกท่านว่า ผมไม่ (ย้ำ ไม่) สามารถชักจูง Colonel Driberg หรือเพื่อนร่วมงานสองคนของเขาได้ แต่ผมจะแนะนำให้เขาอยู่ภายในกรอบของเงื่อนไขตั้งแต่ต้นที่เชิญให้เป็น กรรมการ อันที่จริงนี่คือสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติมา

ในเรื่องนี้ผมขอยกข้อความที่ Colonel Driberg ยืนยันว่าจะใส่ไว้ในรายงานของคณะกรรมการ (เริ่มต้น)

Colonel Driberg, Lieutenant - Colonel Rees และ Captain Gupta ไม่ออกความเห็นว่า การสวรรคตสืบเนื่องมาจากการปลงพระชนม์ อัตวินิบาตกรรมหรืออุบัติเหตุ วิธีดำเนินการนี้ เป็นไปตามข้อตกลงในหนังสือเชิญ (ได้แนบสำเนาฉบับแปลมาด้วย) ว่าขอให้มาเป็นกรรมการเพื่อช่วยในการชันสูตรพระบรมศพเท่านั้น

พวกเขา รู้สึกว่าสามารถให้ความเห็นด้านการแพทย์จากข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่ได้มา จากการชันสูตร แต่รู้สึกว่าจะเป็นการไม่เหมาะสมและนอกเหนืออำนาจที่จะให้พวกเขาออกความเห็น มากไปกว่านั้น (จบ)...."


นอกจากนี้ ในหน้า 128 เล่มที่ 2 วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย ระบุว่า

มี รายงานที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งที่สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยรายงานไปยัง กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรที่ลอนดอน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2489

ความว่า

ลับเฉพาะ

F 1812/327/40 กรุงเทพฯ

No.305 วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2489

From Mr.Thompson

To Mr.Bevin

12 th December 1946


ผม คิดอยู่บ่อยครั้งถึงถ้อยคำของรัฐบุรุษอาวุโสที่ไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะ กล่าวออกมา ซึ่งนายดอลที่ปรึกษาทางด้านการคลัง ได้ยินคำพูดนี้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ว่า กษัตริย์ไม่ควรเข้ามายุ่งกับการเมือง สองวันต่อมาพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ก็สวรรคตอย่างโหดร้าย และมีการกระซิบกระซาบในประเทศ ว่าเป็นการซ้ำรอยเหตุการณ์ร้าย ณ ขั้นบันไดทางขึ้นโบสถ์แคนเทอร์เบอรีที่ ทอมัส อะ เบ็กเก็ต ถูกสังหาร

ผมจะส่งสำเนารายงานนี้ไปยังกรุงเบิร์น และสิงคโปร์

G.H. Thompson



ข้อมูล ที่ปรากฏใน "เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ" ของ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ข้างต้น ต้องถือว่าเป็น "ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง"

แน่นอน ฝ่ายที่รู้ข้อมูลในด้านของ นายปรีดี พนมยงค์ อาจมองต่างมุมและอาจมีข้อมูล "อีกด้านหนึ่ง"

ต้องติดตามต่อไป ว่าจะมีปฏิกิริยาต่อหนังสือและข้อมูลนี้อย่างไร

*********
บทความเกี่ยวเนื่อง:

-เปิดบันทึกหลักฐานว่าเจ้านายชั้นสูงเห็นด้วยกับการออกประกาศว่ากรณีสวรรคตเป็นอุบัติเหตุเพื่อรักษาพระเกียรติ ร.8

-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก

-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง

-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ไขปมปริศนากรณีสวรรคต

-เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 10/01/2010 12:21:00 หลังเที่ยง   Links to this post

มวลชนเสื้อแดงไม่นั่งรอความยุติธรรมอีก พวกเขาออกปฏิบัติการเดินทางไปตามล่าหามันด้วยตัวเอง


91วัน แฉ91ศพ-คาราวาน ทัวร์นกขมิ้น ใครฆ่าประชาชน การปราศรัยภาคประชน แฉทุกคลิป วินาทีลั่นกระสุน"ราชประสงค์ที่นี่มีคนตาย" การปราศรัยภาคประชาชน "เพื่อนเอ๋ย..."มึงเคยเดียวดายใช่ไหม วันนี้กูจักอยู่ โดยมอบทุกลมหายใจ เพื่อไล่เผด็จการที่มึงเกลียด ให้ดวงวิญญาณของมึง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ตุลาคม 2553

มวล ชนคนเสื้อแดงไม่ยอมนั่งรอความยุติธรรมให้เดินทางมาหา หลังการปราบปรามนองเลือดผู้เรียกร้องประชาธิปไตย 19 พฤษภาคมผ่านไปนาน 4 เดือน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้สังหาร และผู้สั่งการเข่นฆ่าประชาชน ซ้ำยังมีการคุมขังคุกคามไร้การปรองดองตามปากอ้าง โดยได้พากันเปิดโครงการแสวงหาสัจธรรมด้วยตนเอง ซึ่งตอนนี้มีการเปิดโครงการ"ทัวร์นกขมิ้นทั่วไทย91วัน91แฉ"

ส่วนอีกโครงการคือ"เส้นทางสีแดง"ที่จะจัดรณรงค์ตลอดเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

กลุ่มผู้ดำเนินการโครงการ91วันแฉ91ศพ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ว่า การณ์นี้เป็นการร่วมมือร่วมใจของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันซึ่งคิดต่างจาก รัฐบาล โดยปราศจากแกนนำ หรือนักการเมือง หากแต่บุคคลต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันกับประชาชนคนเสื้อแดงมีความประสงค์จะร่วมเสวนา ปราศรัย หรือร่วมกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใด ให้เข้าร่วมและเป็นไปในลักษณะผู้ที่มีความคิดสอดคล้องกันในอุดมการณ์ในการ แสดงออก เพื่อให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นธรรมชาติของประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ซึ่ง เกิดจากประชาชนโดยแท้จริง
(ดูรายละเอียดคลิ้กที่ภาพด้านล่าง)


เชิญร่วมโครงการเส้นทางสีแดงจากคลองเปรมสู่11จังหวัดอีสาน860กม. เยียวยา+ตามหายุติธรรม


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 1-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ


ขณะที่อีกกลุ่มได้เปิดโครงการกิจกรรมคล้ายๆกันชื่อ โครงการเส้นทางสีแดง (Red Path Project) ร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงภาคอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 30 วัน (1-30 พ.ย.53)แวะเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย เผยแพร่ความจริง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง

จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :

1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49


โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

รยะเวลา : 1-30 พย. 2553

เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)

รวมระยะทาง : 900 กม.

โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )


โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา

ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ

ท่านจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร?-โครงการ นี้ต้องการคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมเดินทางนำน้ำใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่ น้องเสื้อแดงอีสานตามรายละเอียดข้างต้น โดยขอความกรุณากระจายข่าวนี้ออกไปด้วย

ผู้ที่สนใจขอให้ติดต่อคุณฟอร์ด ได้ทางอีเมล์ red_truth_only@hotmail.co.th หรือที่ 081-5836964 หรือ Face Book ของ 'เรด ทรู้ธ'

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 10/01/2010 10:44:00 ก่อนเที่ยง   Links to this post

เชิญร่วมโครงการเส้นทางสีแดงจากคลองเปรมสู่ 11 จังหวัดอีสาน 860 กม. เยียวยา+ตามหายุติธรรม



โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 1-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ


โครงการเส้นทางสีแดง (Red Path Project) ร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงภาคอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 30 วัน (1-30 พ.ย.53)แวะเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย เผยแพร่ความจริง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง

จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :

1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49


โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

รยะเวลา : 1-30 พย. 2553

เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)

รวมระยะทาง : 900 กม.

โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )


โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา

ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้อง



วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

จดหมายเปิดผนึก สนนท. ถึงเพื่อน ม. บูรพา สิ่งที่เรียกว่า "เสรีภาพ" เป็นเรื่องเกินอาจเอื้อมในสังคมเผด็จการ





จดหมายเปิดผนึก สนนท. ถึงเพื่อน ม. บูรพา สิ่งที่เรียกว่า “เสรีภาพ” เป็นเรื่องเกินอาจเอื้อมในสังคมเผด็จการ

September 12, 2010

ถึงเพื่อนนิสิต

หากการร่วมชุมนุมเพียงเพื่อร่วมรำลึกเหตุการณ์การสลายการชุมนุม และการเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ “ราชประสงค์” ถือเป็นอาชญากรรม จนถูกตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลเรียกตัวเข้าพบแล้วล่ะก็ พวกเราก็คงจะจัดได้ว่าคุณเป็นอาชญากรคนหนึ่งนั่นคือ “อาชญากรแห่งเสรีภาพ” เพราะการตั้งคำถามและเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ รวมทั้งการสำนึกในความเป็นมนุษย์ของคนเสื้อแดง นับเป็นเรื่องเกินอาจเอื้อมในสังคมเผด็จการ

แม้ว่าพวกเราจะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของความปรองดองสมานฉันท์ตามที่รัฐบาลประกาศ และพยายามอธิบายอยู่เสมอ แต่การคุกคามสิทธิและเสรีภาพของนิสิต นักศึกษา ยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขา(รัฐบาล?) ยังคงใช้วิธีเดิมๆ ในการจัดการกับผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง เส้นที่พวกเขาขีดขึ้นถือเป็นเส้นที่ไม่อาจก้าวข้ามและไม่อาจล่วงล้ำ เพราะ สำหรับคนที่กล้าแตกแถวย่อมได้รับผลกระทบที่คล้ายคลึงกับคุณ

พวกเรามีเพื่อนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ็ดมือวางระเบิดในภาคใต้ เรามีเพื่อนซึ่งถูกส่งไปบำบัดทางจิตเพียงเพราะชูป้ายว่า “เราเห็นคนตายที่ราชประสงค์” และเรามีเพื่อนที่ถูกจับกุมคุมขังเพียงเพราะฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉิน – กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

ไม่เพียงเท่านี้พวกเรายังมีเพื่อนอีกจำนวนมาก เพื่อนที่สั่นเทาด้วยความโกรธแค้นต่อการกวาดล้างประชาชนผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะพวกเขาเรียกร้องสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการยุบสภา

ใช่! พวกเราเชื่อว่าเรายังมีเพื่อนอีกจำนวนมากที่ยังไม่กล้าแสดงตัว และยังเรายังมีเพื่อนอีกจำนวนมากที่พร้อมจะเป็น “อาชญากรแห่งเสรีภาพ” เช่นเดียวกับคุณ

พวกเรา (สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย – สนนท.) ขอให้กำลังใจเพื่อนนิสิต, ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ, ผู้ยึดมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ พวกเราจะขอเป็นกำลังใจและจะเป็นแนวร่วมเพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของนักศึกษา ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง นอกจากนี้พวกเรายังขอชื่นชมอาจารย์โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้มองเห็นว่าความคิดเห็นที่แตกต่างและกิจกรรมนักศึกษานับเป็นความก้าวหน้าของสังคมประการหนึ่ง และการกระทำของตำรวจเป็นการคุกคามสิทธิ เสรีภาพ

ด้วยมิตรภาพและความระลึกยิ่ง

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

http://www.siamintelligence.com/open-letter-from-sft-to-friend-from-burapa-univ/





วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทหารคือผู้มีอำนาจตัวจริง ไม่ใช่ "อภิสิทธิ์"

Watcharin Sangkara วันนี้ เมื่อ ๓๕ ปีก่อน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกเผา โดยกลุ่มขวาจัดซึ่งมีทั้งกลุ่มกระทิงแดงและนักเรียนอาชีวะ ที่กล่าวหาว่าธรรมศาสตร์เป็นแหล่งซ่องสุมของคอมมิวนิสต์ มีการขว้างระเบิดและเผาอาคารหลายแห่ง แต่ไม่มีใครบาดเจ็บล้มตาย เนื่องจากมีการ “อพยพ”หรือ “ทิ้งเรือ”ไปก่อนแล้ว นับเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในยุค “ขวาพิฆาตซ้าย” ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาในปีต่อมา by พระไพศาล วิสาโล
ดินสอไม้ สันติภาพ มันเป็นวงจรอุบาทที่อยากจะลบเลือนหายไป...จากสังคมที่เป็นอย่างประเทศไทย..
ไม่กล้ายอมรับความจริง...สร้างภาพสุด...


งง ไม่รู้จะบอกยังไง มธ ..ขวากลืนทั้งกระดูกไปแล้วครับคุณริน...สิ้น..อุดมการปนานแล้ว...
ทำลายประชาธิปไต
ย..ต้องทำลายที่จุดกำเนิดมัน...มธ..โดนทำลายไปนานแล้ว.
.เหลือแต่กองอิฐ..ฐานปูน...

วีรพันธ์ พรหมมนตรี ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเหตุการณ์นี้นะครับ ผมเองก็ลืมๆไปแล้วด้วยซ้า
...ขอบพระคุณ ท่านพระไพศาล ที่มาเตือนความทรงจำ ครับ


Phra Paisal Visalo สองสามวันหลังกรณีตากใบซึ่งจบลงด้วยความตายของผู้ชุมนุม ๗๙ คนบนรถบรรทุกระหว่างถูกลำเลียงไปยังค่ายทหาร ข้าพเจ้าได้พบกับมิตรผู้หนึ่งซึ่งจู่ ๆ ก็พูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมกับแสดงความเห็นว่า “น่าจะตายมากกว่านี้”ความรู้สึกอย่างแรกที่เกิดกับข้าพเจ้าคือประหลาดใจ เนื่องจากมิตรผู้นั้นไม่เพียงสนใจการปฏิบัติธรรมเท่านั้น หากยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงชวนคนมาทำกรรมฐาน ถึงกับตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมบนที่ดินของตน ส่วนการให้ทานรักษาศีล ... ดูเพิ่มเติมเขา ก็บำเพ็ญอย่างแข็งขัน ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงว่ามิตรผู้นี้จะมีความคิดเช่นนั้น ก็เนื่องจากคาดหวังว่าผู้ที่ใฝ่ศีลใฝ่ธรรมน่าจะมีเมตตากรุณามากกว่าคนทั่วไป แม้จะไม่ถึงกับมีความเอื้ออาทรต่อมนุษย์ทั้งปวง แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรยินดีในความตายของผู้อื่น แม้จะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเขาก็ตาม เมื่อความตายเกิดกับใครก็ตาม นั่นมิใช่สิ่งที่พึงยินดีในทัศนะของชาวพุทธ เพราะความตายนั้นตัดรอนโอกาสที่บุคคลจะได้ทำความดี แม้เขาจะทำความเลวมามาก แต่ทุกคนก็สามารถหวนกลับมาทำความดีได้เสมอตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ ใช่แต่เท่านั้นความตายของเขา ยังหมายถึงความทุกข์ของผู้คนอีกมากมาย เพราะเขามีพ่อแม่ญาต...http://visalo.org/article/matichon255308.html
ลัดดา วิวัฒน์สุระเวช O นี้คือมิจฉาทิฎฐิของผู้ปฏิบัติธรรม
สำนักปฏิบัติธรรมที่แยกตัวออกจากการรู้สภาพธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะแยกตัวตนออกจากธรรมะ ไม่รู้จักธรรมตามสภาพความเป็นจริง จึงเกิดมิจฉาทิฎฐิ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ แม้แต่ศีลก็รักษาไว้ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าศีลคืออะไร สมาธิคืออะไร และปัญญาคืออะไร เข้าไม่ถึงมรรค ๘ ค่ะ  เมื่อได้ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า
ศีล ๕ เป็นเรื่องสำคัญมาก ห้ามฆ่าสัตว์ ดูเหมือนง่ายๆ ผู้ที่มีจิตยิ่งละเอียดมากเท่าไร เพียงแค่คิดฆ่าคนก็บาปแล้ว คือสภาวะจิตที่ถูกอกุศลครอบงำนั้นก็ร้อนเพราะกิเลสแล้ว พระพุทธเจ้ายังยกตัวอย่างผลกรรมจากอดีตชาติที่พระองค์เคยกระทำมา มีชาติหนึ่งที่พระองค์ไม่ห้ามคนตกปลาที่อยู่ใกล้ พระองค์ต้องทรงทรมานจากโรคปวดหัว ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงสภาพธรรมที่แท้จริง ย่อมเกิดปัญญารักษาจิตให้อยู่ในกุศลตลอดเวลา เพราะว่าจิตที่เป็นอกุศลนั้น กว่าจะหลุดออกมายาก

สุนี ไชยรสผ่าน Phra Paisal Visalo: ความเชื่อแบบเหมารวมเรื่องโจรก่อความไม่สงบ ทำให้เกิดอคติ และเมื่อประกอบกับการใช้อำนาจที่เกินแก่เหตุ ก็ทำให้เกิดความสูญเสีย ความโกรธแค้น และควรเป็นบทเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม แต่จริงๆแล้วทัศนคติเรื่องเมตตาและสิทธิมนุษยชนยังไม่ใช่ฝ่าด่านไปได้ง่าย นัก ข้อเขียนนี้น่าอ่านค่ะ

Phra Paisal Visalo ใคร ๆ ก็ต้องการความสุข และพยายามทำทุกอย่างเพื่อไขว่คว้าหาความสุข แต่แล้วคนส่วนใหญ่กลับไม่พบสิ่งที่ต้องการ ยิ่งดิ้นรนแสวงหา ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้คนมักเข้าใจว่าความสุขนั้นอยู่นอกตัว แต่แท้จริงแล้ว ความสุขมิได้อยู่ไกลตัว และมิใช่สิ่งที่ต้องแสวงหา ความสุขที่แท้นั้นอยู่กับเรา แล้วทุกขณะ และตามเราไปทุกหนแห่ง แต่เรามองไม่เห็นเองเพราะมันอยู่ใกล้อย่างยิ่ง ไม่ต่างจากปลายจมูกที่มักถูกมองข้าม เพียงแค่รู้จั... ดูเพิ่มเติมกชื่น ชมสิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่ ก็จะสุขได้ไม่ยาก หากพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ และภูมิใจในสิ่งที่เป็น ก็จะแย้มยิ้มเบิกบานได้ตลอดเวลา ยิ่งได้ทำความดี เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น รวมทั้งได้สัมผัสกับความสงบเย็นภายใน ก็จะพบว่าความสุขที่แท้นั้นอยู่กลางใจเรานี้เอง

การเมือง : บทวิเคราะห์

วันที่ 22 สิงหาคม 2553 01:00

พระไพศาล วิสาโล... ต้องปฏิรูป "อัตตาธิปไตย"

พระไพศาล วิสาโล...

พระไพศาล วิสาโล...

ทหารคือผู้มีอำนาจตัวจริง ไม่ใช่ "อภิสิทธิ์"


พระ ไพศาล วิสาโล พระนักคิด นักเขียน นักปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปชุดที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ได้เสนอมุมมองเกี่ยวกับปัญหาความแตกแยกในสังคมไทย ประชาชนควรวางใจรับกับปัญหาอย่างไร และแนวทางที่จะทำให้สังคมไทยกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

O ในสภาพสังคมไทยปัจจุบันที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรง พระอาจารย์คิดว่าควรจะนำธรรมะข้อไหนมาใช้ในการรับมือกับปัญหา และแก้ปัญหา?

มองในภาพรวม ตอนนี้สังคมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นแรงผลักให้มีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ แม้ปรากฏการณ์ที่มีอยู่นี้จะเป็นความขัดแย้ง ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่น คุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ) แต่ว่าสาเหตุรากเหง้าไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างสังคมไทยในหลายมิติ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง

เช่น ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นคนชั้นล่าง คนยากจน หรือคนชั้นกลางระดับล่าง คนเหล่านี้เมื่อก่อนเขาอาจจะยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ยอมรับในความเป็นสองมาตรฐาน ในความเหลื่อมล้ำได้ แต่เดี๋ยวนี้เขายอมรับได้ยากแล้ว และเป็นอย่างนี้ในหลายวงการ เช่น ในวงการหมอกับคนไข้ เมื่อก่อนลูกเมียตายเพราะการรักษา ชาวบ้านก็ไม่ฟ้อง แต่ตอนนี้เขารู้ว่าเขามีสิทธิที่จะฟ้อง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของหมอกับคนไข้

 O น่าจะถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีหรือเปล่า เพราะคนรู้จักคิดเรื่องสิทธิมากขึ้น?
 ความ เปลี่ยนแปลงจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับท่าทีและวิธีปฏิบัติ ถ้ามีสิทธิแล้วคิดถึงแต่สิทธิของตัวเองโดยไม่มองหรือไม่เข้าใจอีกฝ่ายก็จะมี ปัญหา เช่น คนไข้เสียลูก แต่หมอก็พยายามเต็มที่แล้ว แต่เนื่องจากมีความกดดันหลายอย่าง เช่น โรงพยาบาลชุมชนมีคนไข้เยอะมากแต่หมอมีน้อย ฉะนั้นการรักษาก็อาจมีผิดพลาดบ้าง
 หรือเรื่องสังคมสองมาตรฐาน ถ้าคนเรียกร้องมีสองมาตรฐานในใจด้วย มันก็ไม่ดี เช่น คนเสื้อแดงต่อต้านสังคมสองมาตรฐาน แต่ว่าเขาก็มีสองมาตรฐานในใจ คือ ถ้าเสื้อแดงทำอะไรถูกหมด รัฐบาลทำอะไรผิดหมด อย่างนี้ก็ไม่ดี

 O ดูเหมือนปัญหาเรื่องสองมาตรฐานนี้มีอยู่ในทุกกลุ่ม?
ใช่ เพราะเป็นวัฒนธรรม เป็นวิถีคิดของคนไทยที่ถูกหล่อหลอมมาตลอด คือ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เช่น เรื่องความเป็นธรรม ถ้าเราได้เงินเดือนน้อยกว่า ได้โบนัสน้อยกว่า เราก็จะโวยวายว่าไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเราได้มากกว่าเขา เราก็เงียบเฉย ลืมเรื่องความไม่เป็นธรรมไปเลย

ความยุติธรรมที่เรียกร้องกันในปัจจุบันมันมีตัวกูของกูเป็นศูนย์กลาง เป็นความเป็นธรรมที่สนองอัตตาตัวตน ซึ่งทางพุทธเรียกว่า "อัตตาธิปไตย" ไม่ใช่ "ธรรมาธิปไตย"

ธรรมาธิปไตย คือ เอาธรรมะ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ คือ แม้ฉันจะได้น้อยกว่า แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรม ฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าฉันได้มากกว่า หากไม่ถูกต้อง ฉันก็จะไม่ยอมรับ

 O จะเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไปไหม ถ้าจะบอกว่าสภาพสังคมไทยตอนนี้เป็นสังคม "อัตตาธิปไตย"?
 อาตมา เชื่อว่าเป็นอย่างนั้นมาก (เน้นเสียง) แม้เราจะอ้างเหตุผลที่สวยหรู แต่ก็เป็นเหตุผลที่ใช้เพื่อสนองผลประโยชน์ของส่วนตัว หรือพวกตัวเอง เช่น ใครๆ ก็บอกว่าการคอร์รัปชันไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่มีคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยบอกว่าถ้าทักษิณคอร์รัปชันเอามาช่วยคนจน อันนี้ถูกต้อง แสดงว่าเป็นสองมาตรฐานเหมือนกัน เป็นเหตุผลที่สนองตัวกูของกูเป็นหลัก นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกวงการ

 O เรื่องอัตตาธิปไตย ถือเป็นรากเหง้าที่ทำให้เกิดปัญหาด้วย?
เป็น ส่วนหนึ่ง แต่อย่างที่บอก ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมโลกนะ เช่น มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นระหว่างข้างบนกับข้างล่าง และมีความแตกตัวของกลุ่มคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน อาทิเช่น คนชั้นกลางก็มีการแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยมากมาย มีความเห็นต่างกัน รสนิยมต่างกัน มีผลประโยชน์ต่างกัน แม้จะมีรายได้ใกล้เคียงกัน แต่ความแตกต่างดังกล่าว ทำให้คนชั้นกลางจำนวนมากนี้เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง

นอกจากนั้น กระแสโลกาภิวัตน์ยังทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากร การผูกขาดมากขึ้น ทำให้คนชั้นกลางระดับล่าง และคนชั้นล่างทนไม่ไหว ไม่พอใจ และเกิดความรู้สึกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการลุกขึ้นมาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกัน มีคนที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นคนที่ได้เปรียบในสังคม จึงเกิดการต่อสู้กัน

พูดตรงไปตรงมาตอนนี้คนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง คือ กลุ่มคนเสื้อแดง คนที่ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง คือ คนที่มีอำนาจหรือได้ผลประโยชน์อยู่ตอนนี้ แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือ เปล่า อาตมาไม่แน่ใจ

O สภาพปัญหาอย่างนี้ที่แต่ละกลุ่มมีความเป็น "อัตตาธิปไตย" ขณะที่สังคมโลกก็มีความเปลี่ยนแปลง จะใช้หลักธรรมะข้อไหนมาช่วยเยียวยา?
 ต้อง อาศัยธรรมะหลายส่วน อย่างแรกเลย จะต้องคิดถึงคนอื่นมากขึ้น เพราะสังคมไทยตอนนี้คิดถึงแต่ตัวเองและพวกของตัวเอง การคิดถึงคนอื่นมากขึ้น ก็เหมือนที่ อดัม คาเฮน (นักกระบวนการสันติวิธีที่เคยร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งมาแล้วทั่วโลก) พูดเมื่อสองสามวันก่อน ว่า การกระจายความรักไปให้คนอื่นมากขึ้น จะช่วยลดความขัดแย้งได้

แต่การกระจายความรักอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกระจายอำนาจด้วย ถ้ารักแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้ารักแล้วแค่ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

แต่ตอนนี้ มีปัญหาว่าทุกฝ่ายต่างก็บอกว่าทำเพื่อประโยชน์ของชาติ แต่มีการนิยามที่ไม่ตรงกัน บางคนบอกว่า ส.ส.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจึงถือว่าถูกต้อง ขณะที่อีกฝ่ายบอกไม่ได้ จะต้องมีการถ่วงดุลจากส่วนต่างๆ เช่น จากข้าราชการ จากระบบตุลาการด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องมีการเจรจาต่อรองกัน เวทีเจรจาต่อรองจะสามารถลดความขัดแย้งได้ แต่ตอนนี้ไม่มีเวทีอย่างนั้น คนเสื้อแดงจึงมาประท้วง

ฉะนั้น นอกจากการกระจายความรัก กระจายอำนาจแล้ว ก็ต้องมีเวทีเจรจาต่อรองด้วย เพราะตอนนี้มีความเห็นแย้งกันในแทบทุกเรื่อง และไม่สามารถตัดสินได้ด้วยการใช้กำลัง จึงต้องมาคุยกันด้วยเหตุด้วยผล

 O จะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้อย่างไร ดูจากที่ผ่านมาเป็นเรื่องยากมาก?
ต้อง มีความไว้ใจกัน ที่ผ่านมา ไม่มีความไว้ใจกัน เสื้อแดงก็ไม่ไว้ใจคุณอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ซึ่งอาจเป็นเพราะบทเรียนที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่ให้โอกาสแก่กันและกัน เช่น กรณีเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม รัฐบาลก็บอกว่าเป็นเพราะคนเสื้อแดงบิดพลิ้ว  รับแผนปรองดองแล้วแต่ไม่ยอมเลิกชุมนุม ขณะที่คนเสื้อแดงก็บอกรัฐบาลไม่ปรองดองจริง เพราะไม่เห็นมีการดำเนินการอะไรกับคนที่ก่อเหตุการณ์นองเลือดเมื่อ 10 เมษายน

 O แล้วควรจะทำอย่างไร?
 เมื่อไม่มีความไว้ใจกัน ก็ต้องสร้างขึ้นมา โดยเริ่มจากโจทย์ง่ายๆ เช่น ห้ามเคลื่อนไหวหรือออกจากที่ตั้ง 1 อาทิตย์ ถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้ถึงค่อยไม่ไว้ใจกัน แต่ถ้าทำได้ ความไว้ใจก็จะเริ่มเกิดขึ้น ต่อไปก็อาจมีการเปิดพื้นที่ให้คนเสื้อแดงใช้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 หรือฝ่ายเสื้อแดงอาจจะขอให้ทีวีเสื้อแดงเลิกโจมตีรัฐบาล ทุกฝ่ายต้องสร้างโอกาสขึ้นมา เพื่อทดสอบความไว้วางใจของอีกฝ่าย

เหมือนกับกลุ่มที่ทำสงครามกัน เมื่อจะสงบศึก ก็ต้องเริ่มด้วยการหยุดยิง 1 อาทิตย์ 1 เดือน ทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็ค่อยคุยเรื่องที่ใหญ่ขึ้นหรือยากขึ้น ฉะนั้นต้องให้โอกาสในการสร้างความไว้ใจกัน

 O จำเป็นต้องมีตัวเชื่อมไหม?
 จำเป็น แต่ถึงที่สุดต้องเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสพูดคุยกัน เหมือนแมนเดลา กับ เดอเคลิร์ก (นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีผิวสีของแอฟริกาใต้ผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสมานฉันท์ใน ประเทศ กับ เฟรเดอริค วิลเลม เดอ เคลิร์ก - Frederik Willem de Klerk- ประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้คนสุดท้ายในยุคของการแบ่งแยกสีผิว) ตอนแรกทั้งสองไม่ไว้ใจกัน คุยกันครั้งแรกเดอเคลิร์กให้แมนเดลาไปเจอที่ทำเนียบ เจอกันลับๆ ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก

ครั้งที่สองเดอเคลิร์กมาหาแมนดาลาที่คุก ได้เปิดใจพูดคุยกันอยู่นาน หลังจากนั้น แมนเดลาได้ก็เขียนในบันทึก ว่า "ผมสังเกตเห็นตั้งแต่แรกว่าเดอเคลิร์กตั้งใจฟังสิ่งที่ผมจำเป็นต้องพูด เขาเป็นคนที่เราทำงานร่วมกันได้"  ส่วนเดอเคลิร์กก็เห็นตรงกัน หลังจากพูดคุยเสร็จเขาได้เล่าให้เพื่อนๆ ในรัฐบาลว่า "แมนเดลาเป็นนักฟังที่ดีมาก เขาเป็นคนที่ผมสามารถทำงานร่วมกันได้"

ทั้งสองคนรู้สึกคล้ายๆ กัน ว่า อีกฝ่ายไว้ใจได้ จึงึงั้งสองคนรู้สึกคล้าย ย กันูด.มเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงจนนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งก็ใช้เวลา 2-3 ปีหลังจากนั้น

ความไว้ใจต้องเกิดจากการได้เจอกัน และถ้าได้เจอกันโดยไม่ต้องสวมหัวโขน ก็จะได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ความระแวง ความกลัว ความเกลียดก็จะลดลง

 O ปัญหาของไทยตอนนี้ คือ แต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยึดตัวกูเอาไว้?
 ต้อง มีการ break the ice ซึ่งเป็นหน้าที่ของตัวกลาง อย่างเช่น ตอนที่คาร์เตอร์ (เจมส์ เอิร์ล "จิมมี" คาร์เตอร์ จูเนียร์ - James Earl "Jimmy" Carter, Jr - อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา) พาเบกิน (เมนาเฮม วูล์โฟวิช เบกิน - Menachem Wolfovich Begin อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล) กับอันวาร์ อัล ซาดัต (Muhammad Anwar al-Sadat ประธานาธิบดีแห่งอียิปต์) ไปคุยกันในแคมป์เดวิดเพื่อเจรจาสันติภาพยุติสงครามยาวนานระหว่างกันถึง 30 ปี (ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://tinyurl.com/32jskhd)

บรรยากาศในนั้นเริ่มทำให้เริ่มเป็นส่วนตัว เริ่มถอดหัวโขนออกมา ทำให้คุยกันแบบส่วนตัว ทำให้คุยกันรู้เรื่อง ถ้าคุยกันแบบเป็นทางการก็จะมีหัวโขนติดมา ทำให้ไม่สามารถคุยกันอย่างเปิดอก หรือเห็นแง่ดีของกันและกันได้
 แต่อาตมาคิดว่า ตอนนี้เรื่องการคุยกันอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ทุกฝ่ายต้องส่งสัญญาณออกมาก่อนว่าต้องการเจรจา แต่ตอนนี้เหมือนบรรยากาศยังไม่เป็นอย่างนั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยังมี เสื้อแดงก็ยังเคลื่อนไหวอยู่

 O คิดว่าจะใช้เวลาอีกนานไหม กว่าจะผ่านความแตกแยกรุนแรงอย่างนี้?
 สมัย ก่อนขึ้นอยู่กับผู้นำมาก เช่น สมัยรัชกาลที่ 5 หรือสมัย พล.อ.เปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่พยายามทำให้สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลยุติลง แต่กว่าจะทำได้ก็ฆ่ากันมาเกือบ 20 ปี ความเปลี่ยนแปลงในเมืองไทยเห็นเค้าลางมาเป็น 10 ปี แต่คนไม่ตระหนักถึงปัญหาของความเปลี่ยนแปลงนี้ อาจจะเริ่มตระหนักบ้าง คือ เริ่มพูดความถึงไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ แต่คนชั้นกลางจำนวนมากที่ได้เปรียบ ก็ยังไม่ตระหนัก ตรงนี้ที่ต้องอาศัยผู้นำที่กล้าหาญ

ที่แอฟริกาใต้แก้ปัญหาได้ก่อนที่จะลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง ก็เพราะความกล้าหาญของแมนเดลาและเดอเคลิร์ก แต่ผู้นำอย่างเดียวก็ไม่พอ สังคมต้องช่วยด้วย ปัญหาตอนนี้ คือ ฝ่ายที่มีอำนาจ ฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่ก็กลัวการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าให้มีการเลือกตั้งที่อิสรเสรีก็กลัวว่าฝ่ายคุณทักษิณจะชนะ เพราะตัวเองเล่นงานคุณทักษิณไว้เยอะ ก็กลัวจะถูกแก้แค้น แต่ละฝ่ายจึงอยู่ในโหมดของการแก้แค้นและการป้องกันตัว จึงไม่มีความไว้วางใจกัน

 O มองผู้นำอย่างคุณอภิสิทธิ์อย่างไร กล้าหาญเพียงพอไหม?
 ต้อง มีความกล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ด้วย คุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะขาดการมองการณ์ไกล กลัวว่าถ้าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง อาจเกิดปัญหาตามมาในอนาคต แต่ถ้ามีวิสัยทัศน์ก็จะเห็นว่าแน่นอนในระยะสั้นอาจเกิดปัญหา แต่ในระยะยาวอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็ได้ 

เหมือนตอนที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินพระทัยสละพื้นที่บางส่วน (ของไทย) ให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส ก็ต้องอาศัยความกล้าหาญ เพราะประชาชนไม่ยอม แต่พระองค์ท่านก็ยอมเจ็บปวด แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลที่เห็นว่าการสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้เป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่สละเลยอาจเสียหมด
 แต่ก็ น่าเห็นใจว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริง สมัยรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอคุณอภิสิทธิ์ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ก็เลยทำอะไรได้ไม่มาก เพราะต้องประนีประนอมกับผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ก็อาจเป็นไปได้ จึงเป็นข้อจำกัดของคุณอภิสิทธิ์

 O ใครคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง?
 อาตมาคิดว่าเป็น ทหาร ถ้าทหารขู่อย่างเดียวว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์ทำอะไรมากจะปฏิวัติ ถ้าเป็นอาตมาก็คิดหนัก เพราะถ้าปฏิวัติอีกบ้านเมืองก็หมดอนาคต

แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้เมืองไทยไม่มีใครมีอำนาจเด็ดขาดอยู่แล้ว แต่อาตมาคิดว่าคนอย่างคุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีสติปัญญา ถ้าสามารถสร้างแนวร่วมได้มากพอ ก็อาจจะมีกำลังพอที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูป แม้จะไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ แต่เท่าที่ทราบคุณอภิสิทธิ์ไม่ค่อยสนใจหาแนวร่วมเท่าไร แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังบ่น คุณพิชัย (นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรค) ก็บ่นว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มาปรึกษา คนในพรรคก็บ่นว่าคุณอภิสิทธิ์คบแต่พวกเดียวกัน
 อาตมาคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ อาจมีวิสัยทัศน์ไกล แต่อาจจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้มีอำนาจที่สายตาสั้น คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องหาพวก สร้างแนวร่วมที่อาจจะพอทัดทานกลุ่มอำนาจเดิม และสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้
 สังคม ไทยตอนนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะทรุดเต็มทีแล้ว คุณอภิสิทธิ์ต้องกล้าที่จะขัดใจกับกลุ่มเหล่านี้ ในการสร้างกลไกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงยิ่งต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่อย่างนั้น เขาก็ไม่ยอมเหมือนกัน

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20100822/349110











 







--
 

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

proxy ที่ดี และใช้ง่าย โดยไม่ต้องลงโปรแกรม

http://www.unblock-websense.com/


http://www.planetunblock.com/

http://www.school-unblock.com/

http://www.unblockmore.com/

http://www.unblockbook.biz/

http://orkutoxy.com/

http://www.unblockworld.com/

http://www.troglodytes.net/

http://www.surfblocked.net/
 
ขอแจก proxy ที่ดี และใช้ง่าย โดยไม่ต้องลงโปรแกรม คุณสามารถโพสต์ข้อความได้ ส่งข้อความส่วนตัวได้ เพียง copy link เว็บ




1.) www.WeAreAllHuman.net



2.) www.ThaLiberal.org



3.) www.ThaiLiberal.com



ลงไปในช่อง Browse หรือ Search ของเว็บไซต์นั้น ๆ เช่น คลิกที่เว็บ www.unblock-websense.com เลื่อนลงมา ตรงกลางจะมีช่องให้ใส่ลิงค์เขียนว่า Begin Browsing ให้ท่านนำลิงค์ เช่น www.WeAreAllHuman.net วางลงไป และคลิก Begin Browsing ที่นี้ ท่านก็จะเข้าเว็บได้

[Proxy ดีๆ มีมาแจก]

บทกวี : เล่ห์ฆาตรกร (อิทิสังฉันท์ ยี่สิบ )

บทกวี : เล่ห์ฆาตรกร (อิทิสังฉันท์ ยี่สิบ )

tags:

ราวรหัส คดี  มิมี รหัส
เพราะ "ฆาตกร กระล่อน" ก็ลัด                  เฉลยเลย

คงขนบ นิยาย มิหมาย จะเผย
สภาพ แหละแฉ เบาะแส แหละเชย            ประลองเชาวน์

ตรรกะงั่ง และเงื่อน ก็เหมือน จะเง่า
เหนอะเลือด น่ะล้าง รึบาง รึเบา                  พยานบาน !

ปริศนา จะหนา เฮอะหน้า  จะด้าน
จะยิ้ม จะอยู่ จะสู้ จะทาน                         จะแถกไถ

ฆาตรกร และเล่ห์ กระเท่ห์ ไฉน
เละเลือด แหมะมือ ทำชื่อ ทำใส                จะสืบสวน

อ่านโอ้ะ อัปลักษณ์ พิพัก พิพ่วน
แหวะวรรค  แหวะวรรค  กระอัก กระอ่วน      จะอ้วกเอา

หนุ่มเหน้า หน้าเนื้อใจ เสือนัก                   ผู้อ่านประจักษ์ ธาตุแท้ แค่หนุ่มเน่า
หฤโหด รุ่นใหญ่  วัยแอยเยาว์                   ในนิยาย สุกเอา เผา "แดก" นี้

ฆาตรกร ต้อนใคร เข้าเกม                       เคลมใคร ร่วมแหกตา  เล่นปาหี่
ฆาตรกร ตีกิน     ยิ้มยินดี                        (...ประพันธ์เพิ่ม - ภูติผีทวงชีวิต ! )

ประพันธ์์โดย ประกาย  ปรัชญา

หมายเหตุ อีทิสังฉันท์ ๒๐ เป็นฉันท์ที่มีจังหวะกระแทกกระทั้น ฉะนั้นจึงใช้แต่งบรรยายความรัก ความวิตก และความโกรธ

เผยแพร่ใน มติชนสุดสัปดาห์  ปีที่ 30  ฉบับที่ 1562
23-29  กรกฎาคม  2553 หน้า 21

ที่มา บอร์ดไฟลามทุ่ง

--
http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com

หมายเลขโทรศัพท์อ้นตราย



[Image: 68ecdd7608c844db508537f00433510a.jpg]

--
*******************************************************************************************
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "กลุ่มเรดไทย"
ต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ redthai@googlegroups.com
ยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่ redthai+unsubscribe@googlegroups.com
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/redthai?hl=th?hl=th
เว็บไซต์ของกลุ่ม: http://www.redthai.org
cBox ของกลุ่ม http://cbox.redthai.org



--
http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com